Dear Elders: สินค้าและบริการเพื่อผู้สูงวัย อะไรก็เป็นไปได้

ในปี 2050 ที่จะถึงนี้ องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าจำนวนประชากรโลกที่อายุมากกว่า 65 ปีนั้นจะมีจำนวนมากเป็นปรากฏการณ์ ดังนั้นแล้วธุรกิจหรือแบรนด์ต่างๆ จึงจำเป็นต้องคิดล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับกลุ่มลูกค้าสูงวัยที่หัวใจต้องการผลิตภัณฑ์และบริการที่ทันสมัยไม่แพ้เจนเนอเรชั่นอื่น การร่วมมือกับนักออกแบบหรือสถาบันการศึกษาเองก็เป็นหนึ่งในโอกาสที่จะรับเอาความท้าทายจากสังคมผู้สูงอายุและเปลี่ยนให้กลายเป็นโอกาส ผู้นำในบางอุตสาหกรรมนั้นเริ่มลงทุนไปกับการพัฒนาบริการเพื่อช่วยให้การใช้ชีวิตของผู้สูงวัยนั้นเป็นไปได้ง่ายดาย อย่างเช่นที่ IBM ได้เปิดตัวโปรเจ็คต์ใหม่ที่ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยไรซ์ (Rice University) เพื่อพัฒนาหุ่นยนต์ช่วยเหลือต้นแบบสำหรับผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ลำพัง ภายใต้ชื่อว่า IBM MERA ย่อมาจาก Multi-Purpose Eldercare Robot Assistant หุ่นยนต์ที่สามารถอ่านสัญญาณชีวิตของคนไข้ได้ ตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ และอ่านค่าเซนเซอร์ที่ติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆ ในบ้าน กรณีผู้สูงวัยอาจหกล้ม

 

หาใช่ว่าคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงวัยจะเป็นไปได้เพราะนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีล้ำสมัยเท่านั้น แต่อุตสาหกรรมสินค้าและบริการอื่นๆ ก็สามารถคิดค้นและพัฒนาสินค้าที่ตอบรับกับกลุ่มผู้บริโภควัย 65+ นี้ได้ โอกาสทางธุรกิจนั้นเห็นได้ชัดด้วยการที่มีอุตสาหกรรมจำนวนเพียง 15% เท่านั้นที่กำหนดกลยุทธ์ในการจัดจำหน่ายสินค้าเพื่อลูกค้าสูงวัย ทั้งๆ ที่กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและเต็มใจที่จะจ่ายเพื่อความต้องการของตัวเองโดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงวัยได้แก่ อุตสาหกรรมแฟชั่น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กิจกรรม DIY และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป

ลองมาดูตัวอย่างจากนักประดิษฐ์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง เค็นเน็ท ชิโนซูกะ (Kenneth Shinozuka) ผู้เปลี่ยนประสบการณ์ในการดูแลคุณตาที่เป็นโรคอัลไซเมอร์และชอบลุกจากเตียงกลางดึก ส่งผลให้อาจเกิดอันตรายจากการลุกเดินออกจากบ้าน รวมถึงผู้ดูแลก็ไม่สามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ เขาได้ไอเดียจากในคืนหนึ่งที่คุณตาลุกลงจากเตียง จึงเกิดเป็นไอเดียในการพัฒนาถุงเท้าสัญญาลบลูธูทด้วยการออกแบบวงจรที่เชื่อมต่อระหว่างถุงเท้าและพื้นด้วยเซนเซอร์ เมื่อเกิดการยืนหรือก้าวเดิน ระบบก็จะส่งสัญญาณเตือนไปยังแอปพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนของผู้ดูแล โดยข้อมูลที่ได้ยังสามารถนำไปต่อยอดเป็นการพัฒนาวิธีการดูแลผู้ป่วยอื่นๆ นำไปสู่การรักษาโรคอัลไซเมอร์อย่างเหมาะสมต่อไปในอนาคต

 

ที่มาภาพ : www.ted.com และ businessinsider.com

อีกหนึ่งตัวอย่างจากประเทศที่เตรียมพร้อมสำหรับสังคมผู้สูงอายุได้ดีเสมอมาอย่างญี่ปุ่น บริษัทร้านสะดวกซื้ออย่าง FamilyMart Co. ที่เปิดเผยข้อมูลว่ากลุ่มลูกค้าวัย 50 ปีขึ้นไปนั้นเพิ่มจาก 9% .ในปี 1991 เป็น 30% ในปี 2016 นั่นทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้เป็นปัจจัยในการเข้ามาเปลี่ยนแปลงภาพรวมของธุรกิจให้เริ่มเปลี่ยนแปลง เหล่าพนักงานเริ่มเปลี่ยนการจัดวางอาหารจากที่เน้นแต่เบนโตะเซตที่เหมาะสมกับกลุ่มวัยรุ่น เปลี่ยนให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้สูงวัยมากขึ้น ทั้งเรื่องของคุณภาพ ความปลอดภัย เน้นเป็นอาหารพรีเมี่ยม ผลิตจากวัตถุดิบที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และมีแหล่งที่มาจากผู้ผลิตในท้องถิ่น

 

ที่มาภาพ http://popupcity.net/an-age-of-convenience/

มายาซากิ คูโบตา (Masayuki Kubota) ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์แห่งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจเพื่อความมั่นคงราคุเทน กล่าวว่า “เป็นเวลากว่าทศวรรษแล้วที่ภาพของร้านค้าสะดวกซื้อนั้นเป็นสถานที่ของวัยรุ่นที่เข้ามาเพื่อซื้ออาหารไปตามชอบ เหมือนกับเข้าร้านฟาส์ตฟู้ดทั้งหลาย แต่ตอนนี้ไม่ใช่อีกต่อไป กลุ่มลูกค้าผู้หญิงอายุระหว่าง 40-50 ปีนั้นเพิ่มมากขึ้น” ทำให้ผู้เล่นสำคัญอย่างแฟมิลี่มาร์ทหรือลอว์สันนั้นพัฒนาบริการใหม่ที่รองรับกับกลุ่มผู้ซื้อกลุ่มนี้มากขึ้นเช่นกัน อย่างบริการเดลิเวอรี่ การจัดเก็บสินค้าอาหารที่คำนึงถึงความต้องการอาหารเพื่อสุขภาพ และการคำนึงถึงคุณภาพของสินค้าสำหรับผู้สูงอายุที่ซื้อกลับไปรับประทานที่บ้านเป็นสำคัญ